เข้าสู่ระบบ
 อลิอันซ์ อารีน่า (Allianz Arena)
10 พฤษภาคม 2012
Last updated at 10:07
อลิอันซ์ อารีน่า (Allianz Arena)
หากจะกล่าวถึงบรรดาสนามฟุตบอลขนาดยักษ์ที่ได้รับการออกแบบและ
สร้างใหม่ให้รับกับศตวรรษที่ 21 แล้ว หนึ่งในสุดยอดสนามที่ได้รับ
การกล่าวถึงและได้รับการยอมรับอย่างสูงจากทั่วโลกย่อมหนีไม่พ้น
สนาม อลิอันซ์ อารีน่า สังเวียนเหย้าของชาว "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค
อย่างแน่นอน
สำหรับสนาม อลิอันซ์ อารีน่า เป็นสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ มีความจุผู้ชมสูงสุดที่ 69,901 คน
(สำหรับเกมลีก) และ 66,000 คน (สำหรับเกมทีมชาติเยอรมัน) เป็นสนามใหญ่อันดับ 3
ของประเทศเยอรมนี ผ่านการใช้งานรายการสำคัญๆอย่าง ฟุตบอลโลก 2006 มาแล้ว
และในฤดูกาลนี้สนามแห่งนี้จะเป็นสังเวียนนัดตัดสินศึกชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์​ลีก
ที่สโมสร บาเยิร์น มิวนิค จะลงสนามทำศึกกับทีม เชลซี จากอังกฤษ ซึ่งเป็นครั้งแรก
ในประวัติศาสตร์เลยทีเดียวที่มีสโมสรได้เล่นนัดชิงชนะเลิศโทรฟี่ใบใหญ่ที่สุดของยุโรป
ในรังของตัวเอง สิ่งเหล่านี้เป็นการการันตีความยิ่งใหญ่ของ อลิอันซ์ อารีน่า ได้เป็นอย่างดีในฐานะ
สนามระดับโลกของสโมสรระดับโลกอย่างแท้จริง

โดยประวัติแล้ว อลิอันซ์ อารีน่า หรือ “ฟุสโบล อารีนา มึนเช่น” ได้รับการโหวตจากชาวเมืองมิวนิค
ในการร่วมกันสร้างสนามแห่งใหม่ขึ้นเพื่อใช้สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี
เป็นเจ้าภาพ ซึ่งได้ข้อสรุปให้สร้าง​“เมกกะลูกหนัง”​แห่งใหม่ทางตอนเหนือของกรุงมิวนิค หนึ่งใน
เมืองสำคัญที่สุดของชาวเยอรมัน จากวันที่ 21 ตุลาคม 2002 ซึ่งเป็นการลงคะแนนโหวต
สนามอลิอันซ์​อารีน่า ได้รับการก่อสร้างอย่างรวดเร็วจนสามารถเปิดใช้งานได้ในวันที่
30 พฤษภาคม 2005 โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 340 ล้านยูโร หรือกว่า 13,000 ล้านบาท
โดยเกมเปิดสนามเป็นเกมระหว่างสโมสร 1860 มิวนิค ซึ่งเป็นสโมสรที่ใช้งานร่วมกับสโมสรบาเยิร์น
มิวนิค ลงสนามกระชับมิตรกับสโมสรเนิร์นแบร์ก โดยผู้ที่ทำประตูแรกในสนามแ่หงนี้คือ
พาทริก มิลชรวม ของทีม 1860 มิวนิค จากนั้นในวันรุ่งขึ้นก็ถึงคิวเกมใหญ่ระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค
ลงเล่นนัดพิเศษกับทีมชาติเยอรมนี ที่สร้างความฮือฮาได้อย่างมาก ก่อนที่ 2 สโมสรแห่งมิวนิค
ที่จะเป็นเจ้าของร่วมของสนามแห่งนี้ได้ลงเล่นเกมดาร์บี้แมตช์ในวันที่ 2 มิถุนายน โดยผลปรากฏว่า
พอล อกอสติโน่ เป็นฮีโร่ทำประตูชัยให้ 1860 มิวนิค ชนะไปในเกมดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้า
การแข่งขัน 1 วันมีเกมพิเศษกว่าในการเชิญบรรดาซูเปอร์สตาร์รุ่นเก๋าของทั้ง 2 ทีมมาลงสนามรำลึก
ความหลังและเป็นการทดสอบความพร้อมของสนามไปในตัวด้วย

และด้วยความที่สนามแห่งนี้มีเจ้าของ 2 สโมสรคือ 1860 มิวนิค และบาเยิร์น มิวนิค ทำให้มีการ
ออกแบบ ความพิเศษที่ได้กล่าวไปแล้วคือสนามสามารถเปลี่ยน “สี”​ได้ โดยหากเป็นคิวของ
บาเยิร์น ลงสนามสนามในฐานะเจ้าบ้านจะมี “สีแดง” และจะเปลี่ยนเป็น “สีน้ำเงิน”​หาก 1860
มิวนิค ลงสนามในฐานะเจ้าบ้าน ถ้าหากทีมชาติเยอรมนี มาใช้สนามแห่งนี้แข่งขัน หรือเป็น
การแข่งขันรายการที่เป็นกลาง เช่น การแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์​ลีก นัดชิงชนะเลิศ
สนามจะเป็น​“สีขาว”​ธรรมดา (โดยที่ยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าเมื่อบาเยิร์น เข้าชิงเองแบบนี้
สนามจะเลือกใช้สีอะไร) ความลับของสีต่างๆนั้นเกิดขึ้นจากหลอดไฟภายในสนามที่จะฉาย
ไปยังแผ่นฟอยล์ที่ปิดกั้นอยู่รอบสนาม โดยที่เห็นสนามขนาดใหญ่ยักษ์แบบนี้ อย่าคิดว่าต้อง
เสียค่าไฟมากมายมหาศาล เพราะทุกวันนี้เสียกันอยู่แค่ 50 ยูโรต่อชั่วโมง หรือแค่ 2,000 บาท
ต่อชั่วโมงเท่านั้น โดยความโดดเด่นนั้นถึงขั้นที่สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลกว่า 50 ไมล์
แม้กระทั่งยืนบนยอดเขาในออสเตรีย ก็สามารถมองเห็นอลิอันซ์ อารีน่า ได้เช่นกัน
และนี่คือ อลิอันซ์ อารีน่า หนึ่งในสุดยอดสนามฟุตบอลของโลก ซึ่งจะเป็นสังเวียนของ
การแข่งขันยูฟ่า แชมเปี้ยนส์​ลีก นัดชิงชนะเลิศในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ด้วย

ส่งท้าย! สำหรับน้องๆที่รักในเกมลูกหนังและอยากมีโอกาสได้ลอง “สัมผัส”​
อลิอันซ์ อารีน่า อย่างใกล้ชิด ชนิดมีเงินก็ไม่สามารถหาซื้อโอกาสนี้ได้ ขอเชิญชวน
เข้าร่วมโครงการ “อลิอันซ์​จูเนียร์ ฟุตบอล แคมป์” โดย 2 เยาวชนไทย
ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้โอกาสไปเยี่ยมชมสนามแห่งนี้ รวมถึงได้โอกาสเก็บตัว
ฝึกซ้อมเรียนรู้ทักษะลูกหนังที่สโมสรบาเยิร์น มิวนิค ด้วย


โอกาสพิเศษสุดแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ ถ้าสนใจคลิ๊กลิงค์ที่รูปเพื่อลงทะเบียนได้เลยครับ

สมัครเข้าร่วมโครงการ 2012 อลิอันซ์ จูเนียร์ ฟุตบอล แคมป์

© อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี.(ประเทศไทย) เคียงข้างทุกจังหวะชีวิต
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ : 0107537001315 > คำสงวน